วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

พระที่นั่งที่สุดแห่งความประทับใจ



สวัสดีชาว Blog ทุกท่านค่ะ วันนี้ดิชั้น มีความภูมิใจที่จะนำสถานที่ท่องเที่ยว 2 แห่งสุดคลาสสิกที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงไทยแลนด์ของเรา นั้นคือ พระที่นั่งวิมานเมฆ  และพระที่นั่งอนันตสมาคม


>>>ก่อนอื่นต้องขอท้าวความก่อนว่าดิชั้นอยากไปพระที่นั่ง 2 แห่งนี้มากๆ เพราะมันดูสวยและดูขลังยิ่งใหญ่อลังการมากๆ สำหรับพระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นพระที่นั่งที่ดิชั้นเคยไปมาแล้วตอนยังเป็นเด็กน้อยหน้าสลอน แต่อยู่ๆมีวันหนึ่งเดินผ่านหาพระที่นั่งแต่ไม่ได้เข้าไป เพราะดันเลี้ยวเข้าสวนสัตว์เขาดินวนาชมความความงามของสิงสาราสัตว์ไปเสียก่อน หลังจากนั้นดิชั้นก็ได้กลับมากพร้อมกับเพื่อนอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้กราดเรียบทั้ง 2 พระที่นั่ง งั้นอย่ารอช้าเราไปท่องเที่ยวกันเลยดีกว่าค่ะ Let'go


 

^^สำหรับที่แรกที่จะพาไปเที่ยวกันก็คือ  พระที่นั่งวิมานเมฆ  

***ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวกันสักนิดนะค่ะ ***

 

 

>>ประวัติความเป็นมา :

         พระที่นั่งวิมานเมฆเป็นพระที่นั่งที่สร้างด้วยไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
และเป็นพระที่นั่งถาวรองค์แรกในพระราชวังดุสิต
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นในพระราชวังดุสิต  พระที่นั่งวิมานเมฆสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่งดงามประณีตและได้รับอิทธิพลการก่อสร้างแบบตะวันตก สำหรับพระที่นั่งองค์นี้ เป็นอาคารแบบวิตอเรีย ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุโรป ผสมกับไทยประยุกต์ องค์พระที่นั่งเป็นรูปอักษรตัวแอล (L) ในภาษาอังกฤษ    

          ในรัชกาลปัจจุบัน พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นปีที่ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงขอพระบรมราชานุญาตซ่อมพระที่นั่งวิมานเมฆ เพื่อจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันพระที่นั่งวิมานเมฆเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในความดูแลของสำนักพระราชวัง รวมทั้งหมู่พระตำหนักของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในด้วย





ทางเข้าพระที่นั่งวิมานเมฆ

  

บรรยากาศรอบๆพระที่นั่งวิมานเมฆ

>>ลักษณะของการนำเสนอแหล่งเรียนรู้ 

            เนื่องจากพระที่นั่งวิมานเมฆเป็นสถานที่ที่เคยประทับจริงของรัชกาลที่ 5 และพระบรมวงศานุวงค์ ทางหน่วยงานที่ดูแลจึงไม่อนุญาติให้ถ่ายภาพนิ่งหรือวีดีโอต่างๆ ดิฉันจะขอเล่าถึงบรรยากาศภายในของตัวพระที่นั่งวิมานเมฆ พระที่นั่งองค์นี้ เป็นอาคารแบบวิตอเรีย ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุโรป ผสมกับไทยประยุกต์ องค์พระที่นั่งเป็นรูปอักษรตัวแอล (L) ในภาษาอังกฤษ ยาวด้านละ 60 เมตร สูง 20 เมตร เป็นอาคาร 3 ชั้น ยกเว้นตรงส่วนที่ประทับซึ่งมีรูปร่างเป็นแปดเหลี่ยม มี 4 ชั้น ชั้นล่างสุดก่ออิฐ ถือปูน ชั้นถัดขึ้นไปสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหมดทาด้วยสีครีมอ่อนหลังคาสีแดง และหลังคาเป็นทรงไทยประยุกต์ มีลวดลายตามหน้าต่าง และช่องลมซึ่งฉลุเป็นลายที่เรียกว่าขนมปังขิง

            สำหรับพระที่นั่งวิมานเมฆนี้จะแบ่งเป็นห้องชุดต่างๆ 5 สีด้วยกัน คือสีฟ้า เขียว ชมพู   งาช้าง และสีลูกพีช (ชมพูอมส้ม) แต่ละห้องจะจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 5 รวมถึงเจ้านายชั้นสูง เช่น ห้องสีเขียว เป็นห้องเครื่องเงินจากประเทศจีน ส่วนชั้นสองเป็นห้องทรงงานของรัชกาลที่ 5 และห้องบนชั้นสามจะเป็นห้องบรรทม แต่ห้องที่งดงามที่สุดในพระที่นั่งวิมานเมฆเห็นจะเป็นห้องท้องพระโรง ที่มีบรรยากาศขรึมขลังอลังการมากที่สุด




ยืนงามตาหน้าพระที่นั่ง




ใหญ่โตอลังการจริงๆ




สร้างด้วยไม้สักทอง



เชิญเข้าชมพระที่นั่ง ค่ะ ^^

  




เพื่อนสาวร่วมทริป นางเป็นคนลากเกวียนสมัยก่อน ^^



 >>>การนำแหล่งการเรียนรู้ไปใช้ในการเรียนการสอน

        เราสามารถนำนักเรียนมาศึกษานอกสถานที่ที่พิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อที่จะได้ให้นักเรียนได้รู้จักกษัตริย์ของไทยในอดีตที่มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 5 รวมถึงเจ้านายชั้นสูง เป็นการให้บุคคลทั่วๆไปสามารถเข้าถึง และรู้ถึงความเป็นอยู่ของกษัตริย์ในอดีตว่ามีความแตกต่างกับยุคสมัยปัจจุบันอย่างไร ถือว่าเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ดีเพราะสามารถสัมผัสถึงบรรยากาศจริงๆ

 >>ข้อเสนอแนะ

      เนื่องจากมัคคุเทศก์ภาษาไทยไม่มีให้บริการแล้ว มีแต่รอบภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจทำให้คนไทยที่มาเยี่ยมชมได้รับข้อมูลไม่เต็มที่ จึงน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ เพื่อความสะดวกของคนไทย

++++สำหรับการเดินทาง!!!

  พระที่นั่งวิมานเมฆเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.30–15.30 น. โดยเก็บอัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 75 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท หากสนใจก็สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ 0 2281 6880, 0 2281 5454, 0 2281 8166, 0 2628 6300

การเดินทาง

รถประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)สาย 16, 23, 70, 72, 503, 505, 509

 

   หลังจากอิ่มอกอิ่มใจกับพระที่นั่งวิมานเมฆกันแล้วก็มาต่อกันที่

 พระที่นั่งอนันตสมาคม กันเลย

สำหรับแรงบันดาลใจที่อยากจะมาพระที่นั่งอนันตสมาคม นั้นก็คือ




การเสด็จเยือนของพระราชอาคันตุกะ

           เมื่อเวลา 13.25 น. วันที่ 12 มิ.ย. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ โดยรถยนต์พระที่นั่งออกจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ไปในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี  ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม   ซึ่งตัวของดิชั้นอยากไปมากๆ วันนี้โอกาสดีเลยจัดไป ^^



<<<เรามาทำความรู้จักพระที่นั่งอนันตสมาคมกันดีกว่า>>

>>ประวัติความเป็นมา :

     พระที่นั่งอนันตสมาคม เดิมเป็นท้องพระโรงของพระราชวังดุสิต ชื่อของพระที่นั่งนำมาจากพระที่นั่งองค์หนึ่งในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  พระที่นั่งองค์นี้ จัดได้ว่า เป็นรัฐสภาแห่งแรกของประเทศไทย เพราะว่า ในช่วงที่เพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ได้ใช้พระที่นั่งองค์นี้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ ณ รัฐสภาปัจจุบัน ซึ่งอยู่ข้างๆพระที่นั่งองค์นี้ รวมทั้งยังเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธี รัฐพิธี สำคัญๆมากมาย อาทิ รัฐพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชพิธีสถาปนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ

ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2549 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคมและรับการถวายพระพรชัยมงคล ณ สีหบัญชรพระที่นั่งอนันตสมาคมในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

ไฟล์:KingBhumibol.jpg

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคมและรับการถวายพระพรชัยมงคล ณ สีหบัญชรพระที่นั่งอนันตสมาคม ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี



ภาพตัวพระที่นั่งอนันตสมาคม

 

>>ลักษณะของการนำเสนอแหล่งเรียนรู้ 

 



พระที่นั่งอนันตมหาสมาคม มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอเรอเนสซองส์ (Neo Renaissance)

และนีโอคลาสสิก (Neo classic)  โดยตกแต่งพระที่นั่งด้วยหินอ่อน ซึ่งสั่งมาจากเมืองคารารา ประเทศอิตาลี โดยมีจุดเด่น คือ มีหลังคาโดมคลาสสิกของโรมอยู่ตรงกลาง และมีโดมเล็กๆโดยรอบอีก 6 โดม รวมทั้งสิ้นมี 7 โดม ขนาดขององค์พระที่นั่ง ฯ ส่วนกว้างประมาณได้ 49.50 เมตร ยาว 112.50 เมตร และสูง 49.50 เมตร ภายในพระที่นั่ง บนเพดานโดมมีภาพเขียนเฟรสโก เขียนบนปูนเปียก ซึ่งภาพจะติดทนกว่าภาพที่เขียนบนปูนแห้ง (ภาพจิตรกรรมไทยนิยมเขียนแบบปูนแห้ง) เกี่ยวกับ พระราชกรณียกิจที่สำคัญ ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1-6 จำนวน 6 ภาพ โดยฝีมือเขียนภาพของ นายซี. รีโกลีและศาสตราจารย์แกลิเลโอ กินี



ภพวาดของรัชกาลที่ 1

ภาพที่ผนังของพระที่นั่ง



ภาพที่เพดานโดม

    พรที่นั่งอนันตสมาคมยังเป็นสถานที่จัดงานนิทรรศการที่มีชื่อว่า "ศิลป์แผ่นดิน" อีกด้วย

งานศิลป์แผ่นดิน คืออะไร ????

   ความเป็นมาของนิทรรศการภายใต้ชื่องาน "ศิลป์แผ่นดิน"


           สำหรับงานนิทรรศการภายใต้ชื่องาน "ศิลป์แผ่นดิน" นั้นเริ่มครั้งแรกเมื่อปี 2535 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ในพระราชวัง ระหว่างวันที่ 8 –11 สิงหาคม ทั้งนี้ เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 5 รอบ           -  ศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2539 เฉลิมฉลองโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ในพระราชวังดุสิต  

         - ศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ 3 ปี 2541 จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษา 6 รอบ ในปี พ.ศ.2542 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ในพระราชวังดุสิต  

          - ศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ 4 ปี 2547 เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 6 รอบ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ในพระราชวังดุสิต  

          - ศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2550 - 15 มกราคม 2551 และอีกครั้งในวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ในพระราชวังดุสิต เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี พุทธศักราช 2549 และในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช 2550

          ในนิทรรศการแต่ละครั้ง ผลงานจากโรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดาที่นำมาจัดแสดง ยิ่งทวีความปราณีต วิจิตรขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในหมู่คนไทย และชาวต่างชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงเป็นดั่งดวงประทีปแห่งศิลปหัตถกรรม ราชสำนักรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 9 ที่ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงอุทิศพระองค์ ทรงงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยพระราชปณิธานที่จะทำให้พสกนิกรของพระองค์พ้นจากความยากจน และสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมฝีมือของช่างไทย ให้ยั่งยืนคู่แผ่นดินต่อไป
ชิ้นงานสำคัญที่จัดแสดง   

สีวิกากาญจน์


        *** สีวิกากาญจน์ เป็นงานศิลป์ชิ้นแรกที่จะเจอ เมื่อเดินเข้ามาภายใน สีวิกากาญจน์ คือ ชื่อพระราชยานสำหรับ เจ้านายฝ่ายในที่สูงศักดิ์ รายละเอียดของสีวิกากาญจน์นั้นสุดแสนละเมียดทุกกระเบียดนิ้ว เห็นเป็นพระราชยานที่ไม่ใหญ่มาก แต่เชื่อหรือไม่ว่างานชิ้นนี้ใช้เวลาทำถึง 1 ปี 6 เดือน โดยฝีมือช่างถึง 160 คน!

เรือพระที่นั่งจำลองศรีสุพรรณหงส์


          ***เรือพระที่นั่งจำลองศรีสุพรรณหงส์ สร้างจำลองจากเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ ในรัชกาล ที่ 1 ลำเรือสร้างด้วยเงินถมทอง ศีรษะหงส์จำหลักทองลงยาราชาวดี ตาและเขี้ยวประดับเพชร ปากห้อยพู่พุ่มทองระย้าประดับเพชร ทองจำหลักลงยาฉลุซับพื้นปีกแมลงทับ หางจำหลักทองลงยา ประดับเพชรหลังและหน้าเรือ กงในจำหลักไม้โมกอย่างประณีตฉลุปิดทอง ฯลฯ ซึ่งเรือพระที่นั่งจำลองลำนี้ ใช้เวลาทำ 2 ปี 9 เดือน โดยช่างฝีมือ กว่า 180 ชีวิต

ฉากปักสระโบกขรณี


          *** ฉากปักสระโบกขรณี ฉากปักรูปนกไม้น้ำ มีพระยาราชหงส์มาเล่นลอยวาริน ฉากนี้ใช้เวลาปัก 2 ปี 2 เดือน โดยช่างฝีมือ 34 คน ปักด้วยเส้นไหมละเอียดอ่อนนุ่ม ใช้ไหมคัดอย่างดี บรรจงปักได้งดงาม ประหนึ่งภาพเขียนสี 

ม้านิลมังกร


              +++ม้านิลมังกร เขี้ยวเป็นเพชร เกล็ดเป็นเงิน ลิ้นเป็นปาน ม้านิลมังกรตัวนี้จำหลักขึ้นตามที่ปรากฎในเรื่องพระอภัยมณี เป็นม้าวิเศษ พาหนะของสุดสาครโอรสพระอภัยมณี ในวรรณคดีของสุนทรภู่ เหลือเชื่อว่างานศิลป์ชิ้นนี้ใช้เวลาทำเพียง 2 เดือน ด้วยช่างฝีมือ 11 คน

          นอกจากนี้ ยังมีงานศิลป์อีกหลายชิ้นงานที่น่าดูน่าชม เช่น รอยพระพุทธบาทถมทอง, พระธรรมจักรคร่ำเงินคร่ำทอง, เรือสำเภาพระมหาชนก, สัปคับถมทอง, สัปคับพระคชาธาร, สัปคับคร่ำ, ผ้าปักไหมน้อย "ป่าหิมพานต์", พระที่นั่งพุดตานคร่ำทอง และสุรินทรสุรอัปสร เป็นต้น ซึ่งเวลาดูก็ไม่ต้องกลัวงงว่าอะไรคืออะไร เพราะงานช่างทุกชิ้นนั้นจะมีป้ายชื่อ พร้อมอธิบายรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน

          ขณะที่ ชั้นล่างของพระที่นั่งอนันตสมาคม จะมีการจัดแสดงผ้าปัก ผลงานของนักเรียนโรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา และผ้าปักผลงานของสมาชิกศิลปาชีพจากจังหวัดต่างๆ ซึ่งชนะการประกวด หลายภาพสวยไม่แพ้ภาพวาดเลย นอกจากนี้ ยังมีผ้าประเภทต่างๆ ที่อนุรักษ์ไว้ และสร้างสรรค์ขึ้นใหม่จากทั่วทุกทิศแดนไทย ซึ่งมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป แล้วเราจะเข้าใจว่า ผ้ามัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าชาวเขา ผ้าทอ หรือผ้าชนิดต่างๆ เขาทำกันอย่างไร  

>>>การนำแหล่งการเรียนรู้ไปใช้ในการเรียนการสอน

            สำหรับการนำแหล่งการเรียนรู้ดังกล่าว ถือว่ามีประโยชน์ในแง่ของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทย ซึ่งหาได้ดูยากไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสได้ศึกษาเรียนรู้ ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้วเราจะสามารถเห็นศิลปในแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรม หรือจิตรกรรม ซึางถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณค่าและ คนไทยไม่คนจะพลาดที่จะได้ซึมซับถือความเป็นไทยที่ได้จัดแสดงไว้ อีกทั้งเรายังได้เห็นถึงความหวังดีของราชินีซึ่งหวังอยากให้ราษฎรมีอาชีพ และรายได้เสริมจากงานหัตถกรรม โดยเริ่มต้นด้วยโรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ต่อมาได้มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา เป็นแหล่งสร้างช่างฝีมือที่จะอนุรักษ์งานฝีมือ ที่สืบทอดมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ





สวนกุหลาบแสนสวย



ร้อนนี้ต้องหลบแดด




 

แขกกิตติมศักดิ์ พยายามกลางร่มไทยพาณิชย์ ลำบากมากจริงๆ ^^



ปะทะเสาโรมัน !!!

ข้แเสนอแนะ :


ราคาบัตรเข้าชม 
          - นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ คนละ 150 บาท 

           -นักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบ หรือแสดงบัตรประจำตัว คนละ 75 บาท 

           -นักท่องเที่ยวที่ซื้อบัตรเข้าชมพระราชวัง สามารถใช้บัตรเดียวกันเข้าชมงานได้ ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไป (บัตรมีอายุ 7 วัน นับจากวันซื้อบัตร) 

           -ค่าเช่าชุดหูฟังบรรยายชิ้นงาน "ศิลป์แผ่นดิน" ราคาชุดละ 50 บาท

           -วันพ่อแห่งชาติ วันแม่แห่งชาติ และวันเด็ก ชาวไทย เข้าชมฟรี!


สำหรับการเดินทาง          ๐ รถประจำทางที่ผ่านพระที่นั่งอนันตสมาคม มี 8 สาย คือ 503, 23, 72, 509, 16, 18, 70, 505 



แผนที่ประกอบการเดินทาง


 

ขอบคุณที่เยี่ยมชมกันค่ะ ^^






วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บทบาทเเละความสำคัญของสื่อนวัตกรรมเเละเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อตัวนิสิต


ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับ คำศัพท์ ใหม่ๆ กันก่อน

"นวัตกรรม" (Innovation) หมายถึง การกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีใหม่ ๆ ซึ่งอาจส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด การผลิต และกระบวนการต่างๆ ซึ่งแน่นอนการกระทำนี้ย่อมก่อให้เกิดผลดีเพราะได้ปรับปรุงจากสิ่งเดิมๆ ให้วิวัฒนาการและเป็นเอกเทศมากยิ่งขึ้น และเหมาะสมกบโลกปัจจุบัน


ส่วน"เทคโนโลยี" Technology หมายถึง การนำเอาความคิด เทคนิค หลักการ ระเบียบวิธีการ กระบวน  ตลอดจนผลผลิตทางวิทยาศาสตร?ทั้งในด้านสิ่งประดิษฐ์  และวิธีการปฎิบัติ มาประยุกต์เพื่อขยายขีดความสามารถของมนุษย์เรา  ช่วยในการทำงานได้ดีขึ้นและเพื่อเพิ่มประสิทธิผลของงานนั้นให้มีมากยิ่งขึ้น

สารสนเทศ  หมาย

ถึง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์

เทคโนโลยีสารสนเทศ IT (Information Technology) หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาจัดการสารสนเทศอย่างเป็นระบบโดยอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น  เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์  เครือข่ายโทรคมนาคมและการสื่อสาร


>>>สำหรับบทบาทเเละความสำคัญของสื่อนวัตกรรมเเละเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อตัวของดิฉัน

  สื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับดิฉันตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั้งหลับลงไปอีกครั้ง

        เริ่มต้นจากการตื่น ดิฉันก็ต้องใช้นาฬิกาในการปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาพบกับโลกยามเช้าอันแสนสดใส ในอดีตเราก็ฟังเสียงไก่ขันเป็นตัวบอกเวลา หากไก่ป่วยไม่ขันขึ้นมานี่ซวยกันหมดเลยนะค่ะ  แต่เมื่อมีการคิดค้นวิวัฒนาการนาฬิกาปลุกขึ้นมา ก็จะทำให้เวลาเสถียรขึ้น เราสามารถเลือกปลุกได้ตามชอบใจ หากถึงเวลาปลุกแล้วเรายังไม่อยากตื่นนาฬิกาปลุกบางชนิดก็สามารถเลื่อนเวลาปลุกออกไปอีกได้เรื่อยๆ เรียกว่า happy กันสุดๆ


      จากนั้นเมื่อเราอาบน้ำ ก็ยังมีเครื่องทำน้ำอุ่นเพื่อให้ความสะดวกแก่อุณหภูมิในตัวของเราอีกด้วย จะได้ไม่ต้องอาบไปสะท้านไป



      อาบน้ำเสร็จเราก็ต้องแต่งตัวใส่เสื้อผ้า แต่หากเพิ่งสระผมมาเมื่อครู่ก็มีไดรเป่าผมเพื่อให้ผมแห้งอย่างรวดเร็ว จากนั้นก่อนจะออกจากบ้านพวกเราคงไม่สันทัดที่จะออกจากบ้านด้วยเสื้อผ้าทียับยู้ยี่ เราก็มีนวัตกรรมที่เรียกว่าเตารีดไฟฟ้า ซึ่งประดิษฐ์โดย โรเบิร์ต แฮร์ ชาวอเมริกัน ก่อนหน้านี้ก็ได้มี
นวัตกรรมเตารีดออกมาให้ใช้กันบ้างแต่เป็นในรูปแบบเตารีดที่ต้องใส่ถ่าน จะเห็นได้ว่าเตารีดมีการวัวัฒนาการมาเรื่อยๆ


เตารีดในปัจจุบัน


เตารีดโบราณ



ไดร์เป่าผม


 

    จากนั้นเราอาจต้องมีการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ ในการทำงาน และในการทำธุรกรรมต่างๆทางด้านการเงิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าไปช่วนในการทำให้สิ่งต่างๆ รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
*การติดต่อสื่อสารกับเพื่อนฝูง ในอดีตเราอาจใช้นกพิราบ โทรเลข ในการติดต่อสื่อสารถามไถ่ทุกข์สุข แต่ปัจจุบันนอกจากจะโทรศัพท์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว ก็ยังมีการพูดคุยติดต่อสื่อสารกันทาง social network ยุคแรกก็ msn ตัวนี่นิฮิตมาก ต่อมาเป็น hi5 และปัจจุบันที่นิยมก็มี facebook twitter Intragram skype เป็นต้น ซึ่งตัวของฉันเองจะมักเลือกใช่ skype ในการติดต่อสื่อสารกับครอบครัวเพราะสะดวกและสามารถมองเห็นหน้ากันได้อีกต่างหาก ซึ่งในปัจจุบันคนนิยมใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเล่นอินเตอร์เน็ต จึงไม่แปลกที่ social network เหล่านี้จะมีคนนิยมเป็นจำนวนมาก

นกพิราบส่งจดหมาย

Skype


*การทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งในการโอนเงิน ฝากเงิน แม้แต่การจองตั๋วเครื่องบิน หรือรถประเภทต่างๆ ก็ย่อมใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยเพื่อให้เกิดความสะดวกและดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด  และเวลาที่เราจะออกไปไหนหรือเดินทางไปในที่ต่างๆ เราก็ควรตรวจสอบสภาพอากาศของที่เหล่านั้นเพื่อจะได้เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมรับกับสถานการณ์นั้นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ต้องใช้ข้อมูลสารสนเทศในการประเมินสภาพอากาศว่ามีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด ตอนนี้อยู่ในฤดูไหน ลมมรสุมจากประเทศไหนแผ่ผ่านบ้าง




ตู้เอทีเอ็ม
 ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันมีความเกี่ยวข้องกับเราเป็นอย่างมากเปรียบ
เสมือนเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต เพราะฉะนั้นเราควรศึกษาเทคโนโลยีไว้เพื่อให้ก้าวทันกับยุคสมัยใหม่ๆ แต่ต้องไม่ทำให้เป็นภัยต่อตนเองและผู้อื่น และสังคม

วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

จำคุกเว็บมาสเตอร์ประชาไท

จำคุกเว็บมาสเตอร์ประชาไท ผิด พรบ.คอมฯ ปล่อยหมิ่นสถาบัน

(ขอบคุณภาพข่าวจาก http://www.thairath.co.th/)





(ขอบคุณคลิปจาก http://www.youtube.com/)

ความเป็นมาของเว็บไซต์ประชาไท อะไรยังไง ???



             หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท หรือ www.prachatai.com  ก่อตั้งขึ้นในปี 2547 โดย
นายจอห์น อึ๊งภากรณ์  อดีต ส.ว.กทม. ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสื่อเสรีบนอินเทอร์เน็ตที่ประเทศฟิลิปปินส์ อย่าง "มินดานิวส์" จึงได้เริ่มต้นในไทย เพื่อเปิดช่องทางการสื่อสารให้ประชาชนทุกระดับ
โดยไม่แสวงหาผลกำไร

             ประชาไท ผ่านร้อนผ่าน หนาวจะครบ 7 ปีในเดือนพฤษ ภาคมนี้ จนถึงยุคบรรณาธิการหญิง
จีรนุช เปรมชัยพร และเป็นที่นิยมอย่างมากหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.49 ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมของบรรดานักกิจกรรมใต้ดิน-บนดิน ที่เข้ามาตั้งกระทู้ พูดคุย นำเสนอบท ความ วิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวของบ้านเมืองอย่างออกรสชาติ

             เมื่อวันที่8 เม.ย.53 ก่อนการสลายการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงที่ถนนราชดำเนิน ศอฉ.ได้อ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อปิดเว็บไซต์นี้จนมีผลมาจนถึงปัจจุบัน กระทั่งผู้ใช้บริการต้องเข้าเว็บไซต์ผ่าน www.prachatai3.info  แทน

ใครกัน เว็บมาสเตอร์ประชาไท


             นางสาวจีรนุช  เปรมชัยพร  เกิดวันที่ 9 มิถุนายน 2501 อายุ 54 ปี เป็นคนกรุงเทพฯ
จบปริญญาตรีด้านสิ่งพิมพ์ จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นทำงานด้านสิ่งพิมพ์ และเข้ามาคร่ำหวอดอยู่ในวงการเอ็นจีโอกว่า 13 ปี ก่อนมาเป็น ผอ.ประชาไท
            
             ชื่อของจีรนุช ที่ตกเป็นจำเลยคดีดูหมิ่นสถาบันพระมหา กษัตริย์ จึงเป็นที่รู้จักมากขึ้น ภายหลังเธอถูกจับ มีการนำรูปขณะที่เธออยู่ในกรงขังฟ้องไปทั่วโลก ว่ารัฐบาลไทยปิดกั้นเสรี ภาพสื่อการต่อสู้ของ จีรนุช ทำให้เธอได้รับรางวัล The Courage in  Journalism  Award (ความกล้าหาญในการทำหน้าที่สื่อมวลชน) จาก International Women  Media  Foundation (มูลนิธิสื่อสตรีนานาชาติ)
ล่าสุด จีรนุช ได้รับยกย่องจากนิตยสารนิวส์วีก ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 150 ผู้หญิงกล้าหาญของโลก (Fearless women) ตามหลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย ที่มีชื่ออยู่ในทำเนียบนี้ก่อนหน้า

เกิดอะไรขึ้น

         เมื่อระหว่างวันที่ 15 เมษายน-3 พฤศจิกายน 2551 ต่อเนื่องกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร จำเลย อายุ 44 ปี ผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไท (เว็บมาสเตอร์) เว็บไซต์ประชาไท จงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้นำข้อความเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อยู่ในความควบคุมของจำเลย อันเป็นข้อมูลมีเนื้อหาดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร จำนวน 10 กระทู้เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในความควบคุมของจำเลย เหตุเกิดที่ แขวงจอมพล เขตจตุจักร, แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และทั่วราชอาณาจักรไทย เกี่ยวพันกัน 


ศาลตัดสินว่าอย่างไร

          ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พิพากษาลงโทษจำคุก น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร จำเลย อายุ 44 ปี
 ศาลได้พิพากษาจำเลย ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พ.ศ.2550 มาตรา 15 ประกอบ มาตรา 14 (3) ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 30,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาบ้างลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี

มาตรา ๑๔   ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา                 

มาตรา ๑๕  ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔
 

ส่วนตัวคิดว่า ...


            การสร้างเว็บไซต์ในปัจจุบันผู้ดูแล หรือเว็บมาสเตอร์นั้นต้องคอยจับตามองทุกความเคลื่อนไหวของเว็บว่ามีบุคคลใดที่ได้กระทำการที่ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งการแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทาง social network เป็นช่องทางที่สะดวก รวดเร็ว ก็จริง แต่ในทางกลับกันหากแสดงความคิดเห็นที่เป็นการดูหมิ่นและพาดพิงผู้อื่น รวมไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของราชอาณาจักรย่อมเป็นเรื่องที่อ่อนไหวและไวต่อความรู้สึกของคน ฉะนั้นเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
"จะโพสอะไร คิดสักนิด จิตแจ่มใส"

          
      
ขอบคุณที่มาจาก
      
  วันนี้ขอจบเพียงเท่านี้นะจ๊ะ