วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

จำคุกเว็บมาสเตอร์ประชาไท

จำคุกเว็บมาสเตอร์ประชาไท ผิด พรบ.คอมฯ ปล่อยหมิ่นสถาบัน

(ขอบคุณภาพข่าวจาก http://www.thairath.co.th/)





(ขอบคุณคลิปจาก http://www.youtube.com/)

ความเป็นมาของเว็บไซต์ประชาไท อะไรยังไง ???



             หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท หรือ www.prachatai.com  ก่อตั้งขึ้นในปี 2547 โดย
นายจอห์น อึ๊งภากรณ์  อดีต ส.ว.กทม. ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสื่อเสรีบนอินเทอร์เน็ตที่ประเทศฟิลิปปินส์ อย่าง "มินดานิวส์" จึงได้เริ่มต้นในไทย เพื่อเปิดช่องทางการสื่อสารให้ประชาชนทุกระดับ
โดยไม่แสวงหาผลกำไร

             ประชาไท ผ่านร้อนผ่าน หนาวจะครบ 7 ปีในเดือนพฤษ ภาคมนี้ จนถึงยุคบรรณาธิการหญิง
จีรนุช เปรมชัยพร และเป็นที่นิยมอย่างมากหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.49 ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมของบรรดานักกิจกรรมใต้ดิน-บนดิน ที่เข้ามาตั้งกระทู้ พูดคุย นำเสนอบท ความ วิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวของบ้านเมืองอย่างออกรสชาติ

             เมื่อวันที่8 เม.ย.53 ก่อนการสลายการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงที่ถนนราชดำเนิน ศอฉ.ได้อ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อปิดเว็บไซต์นี้จนมีผลมาจนถึงปัจจุบัน กระทั่งผู้ใช้บริการต้องเข้าเว็บไซต์ผ่าน www.prachatai3.info  แทน

ใครกัน เว็บมาสเตอร์ประชาไท


             นางสาวจีรนุช  เปรมชัยพร  เกิดวันที่ 9 มิถุนายน 2501 อายุ 54 ปี เป็นคนกรุงเทพฯ
จบปริญญาตรีด้านสิ่งพิมพ์ จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นทำงานด้านสิ่งพิมพ์ และเข้ามาคร่ำหวอดอยู่ในวงการเอ็นจีโอกว่า 13 ปี ก่อนมาเป็น ผอ.ประชาไท
            
             ชื่อของจีรนุช ที่ตกเป็นจำเลยคดีดูหมิ่นสถาบันพระมหา กษัตริย์ จึงเป็นที่รู้จักมากขึ้น ภายหลังเธอถูกจับ มีการนำรูปขณะที่เธออยู่ในกรงขังฟ้องไปทั่วโลก ว่ารัฐบาลไทยปิดกั้นเสรี ภาพสื่อการต่อสู้ของ จีรนุช ทำให้เธอได้รับรางวัล The Courage in  Journalism  Award (ความกล้าหาญในการทำหน้าที่สื่อมวลชน) จาก International Women  Media  Foundation (มูลนิธิสื่อสตรีนานาชาติ)
ล่าสุด จีรนุช ได้รับยกย่องจากนิตยสารนิวส์วีก ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 150 ผู้หญิงกล้าหาญของโลก (Fearless women) ตามหลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย ที่มีชื่ออยู่ในทำเนียบนี้ก่อนหน้า

เกิดอะไรขึ้น

         เมื่อระหว่างวันที่ 15 เมษายน-3 พฤศจิกายน 2551 ต่อเนื่องกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร จำเลย อายุ 44 ปี ผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไท (เว็บมาสเตอร์) เว็บไซต์ประชาไท จงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้นำข้อความเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อยู่ในความควบคุมของจำเลย อันเป็นข้อมูลมีเนื้อหาดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร จำนวน 10 กระทู้เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในความควบคุมของจำเลย เหตุเกิดที่ แขวงจอมพล เขตจตุจักร, แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และทั่วราชอาณาจักรไทย เกี่ยวพันกัน 


ศาลตัดสินว่าอย่างไร

          ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พิพากษาลงโทษจำคุก น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร จำเลย อายุ 44 ปี
 ศาลได้พิพากษาจำเลย ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พ.ศ.2550 มาตรา 15 ประกอบ มาตรา 14 (3) ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 30,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาบ้างลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี

มาตรา ๑๔   ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา                 

มาตรา ๑๕  ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔
 

ส่วนตัวคิดว่า ...


            การสร้างเว็บไซต์ในปัจจุบันผู้ดูแล หรือเว็บมาสเตอร์นั้นต้องคอยจับตามองทุกความเคลื่อนไหวของเว็บว่ามีบุคคลใดที่ได้กระทำการที่ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งการแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทาง social network เป็นช่องทางที่สะดวก รวดเร็ว ก็จริง แต่ในทางกลับกันหากแสดงความคิดเห็นที่เป็นการดูหมิ่นและพาดพิงผู้อื่น รวมไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของราชอาณาจักรย่อมเป็นเรื่องที่อ่อนไหวและไวต่อความรู้สึกของคน ฉะนั้นเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
"จะโพสอะไร คิดสักนิด จิตแจ่มใส"

          
      
ขอบคุณที่มาจาก
      
  วันนี้ขอจบเพียงเท่านี้นะจ๊ะ

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

หญิงแป้ง lives in Bangkok


ทักทายกันก่อน

สวัสดีเพื่อนๆ ชาว blog ทุกท่านยินดีต้อนรับสู่ blog ที่มีชื่อว่า morepang happiness ไม่ว่าการเข้ามายัง blog นี้จะเป็นการตั้งใจเข้า เผลอกด หรือกดผิดก็ตาม ยังไงก็ขอให้เยี่ยมชม blog ก่อน ไหนๆก็กดเข้ามาแล้ว 555 


ยินดีที่ได้รู้จัก

       ณ ที่แห่งหนึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศไทย หนึ่งในสองจังหวัดทางภาคใต้ที่ไม่ติดทะเลไม่ว่าจะเป็นฝั่งอันดามันหรืออ่าวไทยมีเพียงทะเลสาบที่มีชื่อว่าทะเลน้อย พื้นที่ที่เป็นแรมซาส์ไซต์(พื้นที่ชุ่มน้ำ)ของโลก "เมืองหนังโนรา อู่นาข้าว พราวน้ำตก แหล่งนกน้ำ ทะเลสาบงาม เขาอกทะลุ น้ำพุร้อน" นี่คือ คำขวัญของจังหวัดที่เป็นดินแดงมรกตเมืองใต้ตามที่ป้ายต้อนรับที่ตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 41 บอกแนะนำจังหวัดไว้




"ใช่ค่ะ" ภูมิลำเนาของดิฉันอยู่ที่จังหวัดพัทลุง ดิฉันเกิดและโตที่นั้น ดิฉันมีชื่อว่า มัญชุสร
(มัน-ชุ-สอน) นามสกุล รัตนะ ซึ่งเวลาที่ต้องมีการเช็คชื่อในห้องเรียนไม่ว่าจะเป็นประถม มัธยม หรือแม้แต่มหาวิทยาลัย ก็มักจะมีคนอ่านชื่อดิฉันผิดอยู่บ่อยครั้ง บางคนก็ว่าชื่อเพราะ บ้างก็ว่าชื่อแปลกดี แต่ดิฉันสุดแสนจะภาคภูมิใจในชื่อของดิฉันเพราะไม่ค่อยซ้ำกับใคร ชื่อนี้พ่อดิฉันเป็นคนตั้งให้มีความหมายว่า"มัญชุสร - ผู้มีเสียงอันไพเราะ" และก็เป็นจริงดั่งคำพ่อกล่าว เพราะหลายคนบอกว่าดิฉันร้องเพลงเพราะ ซึ่งก็น่าจะจริง ดิฉันเลยเชื่อ ว่างๆจะร้องเพลงลง blog ให้ฟังนะค่ะ เดี่ยวขอศึกษาวิธีการใช้ blogให้ชำนาญเสียก่อนนะค่ะ ฉันมีชื่อเล่นว่า "แป้ง" ตั้งแต่ตอน ม.ปลาย เพื่อนนิยมเรียกว่า
"หญิงแป้ง" ฉันชอบนะมันแลดูเป็นราชนิกูลดี พอมาอยู่ในมหาวิทยาลัยก็แทนตัวเองว่า "หญิง" บ้างก็เรียกว่าพอเข้ากรุงชื่อนี้ก็ฮิตติดตลาดมากยิ่งขึ้น 

My Family



     ดิฉันเป็นลูกคนโต มีน้องชายหนึ่งคน ชื่อปอนด์ เรียนอยู่ ม.3 เราห่างกัน 6 ปี ทะเลาะกันบ้างแต่รักกันสุดใจ พ่อแม่ของฉันรับราชการครูด้วยกันทั้งคู่ อีกทั้งลุงป้า น้า อา รวมไปถึงคุณตากับคุณยายก็รับราชการเป็นครู ฉันเห็นคนใกล้ตัวมีความสุขดีกับการเป็นครู จึงไม่น่าแปลกใช่ไหมค่ะที่ดิฉันคิดจะเรียนครูตามญาติๆ ของฉัน 

About Me

ดิฉันจบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนเทศบาลบ้านคูหาสววรค์ (แถวบ้านเรียก ท.๑) จบมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายที่โรงเรียนพัทลุง (แถวบ้านอีกเช่นเคยเรียกว่า โรงเรียนจังหวัด) พอพูดถึงโรงเรียนนี้ก็คิดถึงเพื่อนๆ สมัยยังวัยเยาว์ขึ้นมาทันทีนั้นตอนนี้เราก็ยังคงติดต่อกันอยู่ เนื่องจากฉันเป็นคนอัธยาศัยดี ชอบทักทายคนอื่นทำให้บางครั้งก็มีเพื่อนสนิทแบบไม่ได้ตั้งใจเหมือนกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันต้องไปเรียนพิเศษที่หาดใหญ่ จึงต้องหารูมเมทมาอยู่ด้วยเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับพ่อแม่ท่าน บังเอิญมีเพื่อนของเพื่อนสนิทจะไปเรียนด้วยฉันจึงใช้วิชากล่อมจนได้ไปอยู่ด้วยกัน ต้องขอบอกก่อนว่ากับเพื่อนคนนี้รู้จักกันแค่ผิวเผินไม่ได้ลงลึกมาก (คือ ต่างฝ่ายต่างมองว่าอีกฝ่ายนึงน่ารัก เรียบร้อย) แต่พอไปอยู่ด้วยกันก็แอ๊บแตกกันทั้งคู่  เพราะเรามีนิสัยคล้ายกันมากค่ะ ฉันชอบเมาส์มอย มันก็ชอบด้วย แสนสนุกสนานเมื่อได้รวมตัวกัน  ทุกวันนี้มันก็ยังมานอนที่หอดิฉันอยู่ เวลามีการสอบก็มักจะอวยพรกัน เพื่อนของฉันคนนี้ "บุญเก่า" มันเยอะเลยแบ่งปันให้เพื่อเป็นบุญกุศลในการทำข้อสอบ เพื่อนบางคนของฉันก็เป็นพวกพกโทรศัพท์เสมือนพกสากเบือ เพราะจะไม่ค่อยรับโทรศัพท์ ฉันก็โทรหาแม่ของเพื่อนเลย แบบว่าเราสนิทกันทั้งแม่ทั้งลูก ยิ่งเวลาฉันมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นซึ่งมันอาจส่งกระทบต่อจิตใจ ฉันก็มักจะคิดถึงเพื่อน หลังจากได้คุยกันฉันรู้สึกดีขึ้นและรู้ว่าว่าเพื่อนอยู่ข้างฉันเสมอ ฉันอยากบอกว่าดีใจมากที่เราได้มาเป็นเพื่อนกัน ขอบคุณที่มีกันและกันเสมอ รักนะค่ะ และตอนนี้ดิฉันกำลังศึกษาปริญญาตรีที่ คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ แต่เป็นหลักสูตร กศ.บ. 5 ปี  ที่ มศว ประสานมิตร  และกำลังศึกษาปริญญาตรีที่ คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง ควบคู่ไปด้วย ไม่รู้ระหว่างสองอันนี้ อันไหนจะประสบความสำเร็จก่อนกัน แต่ดิฉันเรียนที่ มศว เป็นหลักก็ภาวนาว่า ให้จบพร้อมกัน ปีนี้ดิฉันอายุอานามก็ 21 ปี แล้ว สเตตัสทางความรักก็ยังโสดสนิทอยู่เช่นเคย  ฉันเป็นคนที่ไม่ชอบกีฬาทุกชนิด แบบว่าจะเล่นเฉพาะเวลามีการสอบเท่านั้น เพราะเดี่ยวจะสอบตกเอา 55 แต่แล้วก็เกิดวิกฤติทางชีวิตเมื่องานกีฬาสีโรงเรียนสมัยวัยยังสาวดิฉันหากิจกรรมที่จะลงสังกัดไม่ได้  (กำลังจนตรอกแบบสุดๆ) และนี่คือการตัดสินครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต คือการเข้าร่วม เป็นนักกีฬากระโดดสูง ก็แค่กระโดด ขำๆ อย่าไปเครียด พอวันแข่งเริ่มเข้ามาเรื่อยก็เกิดการกังวลจนต้องร้อยยางวงไว้สำหรับกระโดดดูจะได้ไม่ขายหน้าคนเค้า โดยมีพ่อกับแม่เป็นคนจับยางให้ น่ารักจริงๆ เมื่อมาถึงวันแข่งขันปรากฏว่าต้องแข่งตอนเที่ยง โอ้โห แน่นอนค่ะ ชาวบ้านชาวช่องเขาพักเที่ยงกัน จึงมาดูกันเยอะทีเดียว เมื่อเริ่มการแข่งขัน ฉันกระโดดไม่ผ่านความสูงที่เรียกสักที จนพวกคนดูต้องตะโกนบอกว่า "โดดสูงนะน้อง ไม่ใช่โดดยาง 555" ฉันอายคนมากค่ะ จึงไปบอกกรรมการว่า พี่ค่ะไม่โดดแล้วได้ไหม แบบว่าอายคนมาก พี่เขาก็บอกว่าได้ โอ๊ยรอดไป ฉันก็นึกว่าจบแค่นั้น ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้น ฉันได้ฉายาว่า "แป้งสปริงหญิง" สุดแสนภาคภูมิใจสุดๆเลย 555                                    
คติประจำใจ "ความสำเร็จเสกไม่ได้ แต่สำเร็จได้ด้วยตัวเราเอง "





      Lives in Bangkok

การเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของดิฉันซึ่งก่อนหน้านี้ตอนเลือกอันดับในแอดมิดชันสามอันดับแรกของดิฉันอยู่ในกรุงเทพฯหมดเลย นั้นแสดงให้เห็นว่าดิฉันอยากเป็นเด็กเทพมากแค่ไหน เพราะดิฉันอยากรู้จัก กับคำว่า"กรุงเทพ" ว่ามันเป็นยังไง และแล้วความฝันของดิฉันก็เป็นจริงดิฉันได้เรียนที่ มศว สุดแสนจะมีความสุขที่ได้เรียนที่ประสานมิตร เพราะมันในเมืองมากๆ แต่พอมาอยู่จริงชีวิตไม่ได้เป็นดั่งฝันการรีบเร่งของคนกรุงเทพในการทำทุกสิ่งทุกอย่างรวดเร็วไม่ว่า กินเร็ว เดินเร็ว active มากๆ ทำให้ชีวิตดิฉันต้องเร็วตามสังคม  อยู่ในกรุงเทพการเดินทางถือว่าสะดวกสบายมากไม่ว่าจะ รถไฟฟ้า BTS ,MRT , AIRPORT LINK ,เรือ และรถเมล์ ซึ่งการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเป็นการเดินทางที่ดิฉันถนัดมากเพราะต้องเดินทางไปทุกตอนเช้าและต้องแข่งขันกับเวลาที่เร่งรีบและเพื่อเอาชนะกับคำว่าสายมากที่สุด การเข้าไปเบียดเสียดกับคนจำนวนมากมายในลักษณะของการสัมผัสใกล้ชิดเสมือนคนที่รู้จักกันมาแรมปี ยิ่งไปกว่านั้นถ้ามีของสัมภาระเยอะโปรดเถอะค่ะใช้ประตูเข้าพิเศษเพราะไม่อย่างนั้นก็จะโดนหนีบสะโพกได้ ดิฉันเคยโดนมาแล้ว แต่หนักหนากว่าก็น่าจะเป็นการการปิดประตูของ AIRPORT LINK มันช่างแสนโหดร้ายเหลือเกินปิดแต่ละทีถ้าโดนหนีบซีโครงแทบหักมันรุนแรงจริงๆ และใครได้มีโอกาสโดยสารทางเรือ ถ้านั่งอยู่ริมก็ขอให้ดึงผ้าขึ้นเพื่อปกปิดกลิ่นและทัศนียภาพที่สุดแสนจะเพลิดเพลินตาทั้งกองขยะ และสัตว์บกสัตว์น้ำทั้งหลายซึ่งจะอยู่ในหลายรูปแบบอาจคลานอยู่หรือลอยคอเป็นซากศพเน่าตาย ณ น้ำในคลองที่เป็นตำนานรักของขวัญกับเรียม (คลองแสนแสบ) และการโดยสารที่ถึงว่าเป็นของคนส่วนใหญ่คือ รถเมล์ ซึ่งจะมีอยู่สองประเภทใหญ่ๆ คือ ธรรมดา กับปอ.(ปรับอากาศ) แต่จะมีบางคันที่มีขนาดเล็กแต่ก็เป็น ปอ. ดิฉันเรียกว่า semi ปอ. และยังมีรถเมล์ฟรีโดยภาษีประชาชนด้วย อันนี้ถือเป็นการคืนกำไรให้ประชาชนที่ดีจริงๆ ดิฉันมาอยู่กรุงเทพสิ่งที่พลาดไม่ได้คือการอยากเห็นดาราคนโปรดสักครั้งของชีวิตซึ่งความฝันของฉันก็ได้เป็นจริงเมื่อได้พบกับ "เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ"ฉันดีใจมากเรียกว่าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ว่า มาอยู่กรุงเทพฯ ต้อง"เรียนให้จบ กับพบพี่เวียร์" ถือว่าสำเร็จไปอย่างหนึ่งแล้ว ถึงแม้ว่าจะได้เจอดาราบ่อยๆ ตามตึกแกรมมี่บ้าง ห้างสรรพสินค้าบ้าง  และประกอบกับการเดินทางจะสะดวกสบายเพียงใดแต่ดิฉันก็มิวายคิดถึงบ้าน เมื่อมีโอกาสแม้เพียงสักเล็กน้อยดิฉันก็จะเดินทางกลับบ้านทุกครั้ง เรียกว่ากลับทุกเทศกาลก็ยังได้ แม้จะนั่งรถนานแค่ไหนและต้องต่อสู้กับการเดินทาง 12 ชั่วโมงแต่มันก็คุ้มที่ได้เห็นหน้าพ่อแม่ พูดคุยกับคนข้างบ้าน กินของอร่อยเจ้าประจำ ชั่งมีความสุขแท้ชีวิตนี้ แต่ไม่ว่ายังไงการเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯก็เป็นประสบการณ์ที่ดีของดิฉันเสมอ การได้ทำอะไรด้วยตนเองมากขึ้นมันทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นผู้ใหญ่ และกำลังอยู่ในโลกของความเป็นจริง อาจมีอุปสรรคบ้าง เจอเหตุการณ์ต่างๆไม่ว่าร้ายหรือดี ทั้งนี้รวมถึงการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยด้วย ดิฉันคิดว่าตนเองโชคดีที่ได้เจอกลุ่มเพื่อนๆของฉันที่มหาวิทยาลัยฉันเรียกพวกมันทั้งหมดว่า The gang ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 13 คน หญิง 12 ชาย 1 คุณสมบัติของแต่ละคนจะมีดีที่ปากขอบอกว่าสุดยอดมากๆ  ถึงสมาชิกในกลุ่มจะมีจำนวนมากแต่เราก็รักกัน มันไม่ต้องบอกออกมาเป็นคำพูดเพราะเราผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะ  ทุกวันจะต้องมีการพูดคุยเมาส์มอยกันอย่างสนุกสนานทุกวัน ซึ่งถือเป็นมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่มากๆ สำหรับตัวฉัน




        ในอนาคตดิฉันคิดว่าตนเองก็คงกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดของดิฉัน(พัทลุง) สถานที่ที่ให้ความสุขใจและอุ่นใจแก่ดิฉัน แต่ดิฉันจะไม่ลืมกรุงเทพฯเมืองหลวงอันแสนศิวิไลซ์ที่ให้อะไรดีๆ มาเติมเต็มประสบการณ์ชีวิตที่ดีให้แก่ดิฉัน และจะจดจำไว้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยอยู่ด้วยกัน "กรุงเทพมหานคร"


ขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมชม เม้นด้วยนะจ๊ะ ^^